วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564

สมาชิกรัฐสภาไทยเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการของสหภาพรัฐสภาว่าด้วยกฎหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในภูมิภาคแอฟริกาและเอเชีย-แปซิฟิก

สมาชิกรัฐสภาไทยเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการของสหภาพรัฐสภาว่าด้วยกฎหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในภูมิภาคแอฟริกาและเอเชีย-แปซิฟิก



วันที่ 2 มีนาคม 2564 เวลา 15.00-16.30 นาฬิกา (ตามเวลาประเทศไทย) ณ ห้องประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักองค์การรัฐสภาระหว่างประเทศ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะสมาชิกคณะที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของสหภาพรัฐสภา (IPU Advisory Group on Health – AGH) และนายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง จากเจตจำนงทางการเมืองสู่การบัญญัติเป็นกฎหมาย : หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในภูมิภาคแอฟริกาและเอเชีย-แปซิฟิก” (From political will to law: Advancing universal health coverage in Africa and Asia-Pacific) การประชุมนี้จัดขึ้นในรูปแบบการประชุมเสมือนจริงโดยคณะที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของสหภาพรัฐสภา (IPU) การประชุมแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงที่ 1 เป็นการบรรยายของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจากองค์การอนามัยโลก และช่วงที่ 2 เป็นการเปิดเวทีให้แต่ละประเทศได้นำเสนอประสบการณ์เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การถอดบทเรียน และสิ่งท้าทาย โดยผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภาและเจ้าหน้าที่รัฐสภาจากภูมิภาคแอฟริกาและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จำนวน 70 คน

ในการนี้ นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะตัวแทนของคณะที่ปรีกษาด้านสาธารณสุขของ IPU ได้รับเกียรติให้เป็นผู้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุม โดยกล่าวถึงการนำข้อมติของสหภาพรัฐสภา เรื่อง “การบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ได้ภายในปี 2573: บทบาทของรัฐสภาในการประกันสิทธิด้านสาธารณสุข” (Achieving universal health coverage by 2030: The role of parliaments in ensuring the right to health) ที่ได้รับการรับรองในการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ครั้งที่ 141 ณ กรุงเบลเกรด สาธารณรัฐเซอร์เบีย ในปี 2562 ไปปฏิบัติอันจะสามารถช่วยปกป้องประชาชนจากภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เช่น การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้ พร้อมกันนี้ได้กล่าวถึงการจัดทำรายงานการดำเนินการตามข้อมติดังกล่าวซึ่งรวบรวมโดยสหภาพรัฐสภา โดยยกตัวอย่างของประเทศไทยและแกมเบียที่รัฐสภามีบทบาทตรวจสอบการดำเนินการของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด-19 หรือในประเทศแถบภูมิภาคแปซิฟิกเช่นไมโครนีเซียที่มีการยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้เป็นเป้าหมายหลักของรัฐสภานั่นคือการออกเป็นกฎหมาย การออกกฎหมายเกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจึงเป็นการสร้างความมั่นใจว่าประเทศให้ความสำคัญกับความเสมอภาคของประชาชนให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและราคาไม่แพง นอกจากนี้ กฎหมายจะได้เน้นเรื่องของการใช้ทรัพยากรภาครัฐอย่างเหมาะสมและปราศจากการทุจริต

ในช่วงที่ 2 ของการประชุม ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการดำเนินการด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) ของประเทศตน นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้ร่วมกล่าวอภิปราย โดยนำเสนอความสำเร็จของไทยในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้ว่าไทยเป็นประเทศที่สองในโลกที่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 แต่ก็สามารถตอบสนองและรับมือได้อย่างรวดเร็ว และมียอดผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเป็นจำนวนน้อย อันเนื่องมาจากการทำงานอย่างเข้มแข็งของรัฐบาล การปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพของบุคคลากรทางการแพทย์ในเรื่องความพร้อมในการรับมือกับโรคระบาด พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์และห้องปฏิบัติการที่มีคุณภาพสูง ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกเป็นลำดับต้น ๆ รวมถึง บทบาทของอาสาสมัครระดับท้องถิ่นกว่าล้านคนทั่วประเทศ และความร่วมมือของพี่น้องประชาชนในการปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐ เช่น การสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง และการล้างมือบ่อย ๆ ทั้งนี้ ประเทศไทยได้มีกฎหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานก่อนการเกิดโรคระบาดนี้ขึ้น แต่ก็เป็นความท้าทายของไทยเช่นกัน ในการพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้มีความยั่งยืนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง นอกจากนั้น ยังได้มีการจัดสรรวงเงินงบประมาณสำหรับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ภายในวงเงินประมาณ 198,891 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อรองรับการให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง แม้ไทยจะเผชิญกับอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโรคโควิด - 19 ก็ตาม

ในตอนท้าย นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวสรุปส่งท้าย ในฐานะตัวแทนของ AGH ก่อนปิดการประชุมครั้งนี้ว่า “การบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแม้จะมิใช่งานที่ง่าย แต่ก็มิใช่ความฝันที่เกินจะเอื้อมถึง สำหรับประเทศไทยแล้ว ระบบการดูแลสุขภาพถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนโดยไม่แบ่งเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อทางการเมือง หรือสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม เมื่อแรกเริ่มที่ประเทศไทยซึ่งถือเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานลางได้เริ่มนำนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาใช้ก็อยู่ในช่วงภาวะถดถอยของเศรษฐกิจ แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบนักในช่วงแรก ๆ แต่ก็ได้มีการพัฒนาปรับปรุงเรื่อยมาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืน จนในปัจจุบันการลงทุนดังกล่าวได้เกิดเป็นผลสำเร็จเมื่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยสามารถครอบคลุมการให้บริการด้านสาธารณสุขในส่วนที่เกี่ยวกับโรคโควิด-19 อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งการให้การรักษาฟรีนี้ยังครอบคลุมไปถึงชาวต่างชาติที่ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศอีกด้วย ดังนั้น การเสริมสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้เข้มแข็งไม่เพียงแต่จะช่วยเตรียมความพร้อมเพื่อต่อสู้กับโรคระบาดที่อาจจะอุบัติขึ้นในอนาคตเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนวาระเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายในปี 2573 ด้วย ตนหวังเป็นอย่างยื่งว่าการแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่ดีและบทเรียนของแต่ละประเทศในเรื่องกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในวันนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้หลายประเทศลงทุนในระบบสุขภาพเพิ่มมากขึ้นเพื่อต่อสู้กับโรคโควิด-19 และสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้กับทุกคนทั่วโลก”



เครดิตข่าวและภาพข่าว : กลุ่มงานสหภาพรัฐสภา สำนักองค์การรัฐสภาระหว่างประเทศ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้งาน อ่านเพิ่มเติม
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของคุณ อ่านเพิ่มเติม