วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568

สำนักงานเลขานุการคณะอนุกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย–ลาว

สำนักงานเลขานุการคณะอนุกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย–ลาว

สำนักงานเลขานุการคณะอนุกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย–ลาว

เผยแพร่เมื่อ: 2025-09-02T06:26:43.000Z

การประชุมคณะอนุกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชา...

การประชุมคณะอนุกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป (Sub-GBC) ไทย–ลาว ครั้งที่ 2/2568 (69) ณ โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2568
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 พลโท ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร/ประธาน Sub-GBC ไทย–ลาว เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป (Sub-GBC) ไทย–ลาว ครั้งที่ 2/2568 (69) ร่วมกับ พลจัตวา อุ่นคำ สีแหวนวงสัก ผู้บัญชาการทหารชายแดน กองทัพประชาชนลาว/ประธาน Sub-GBC ลาว–ไทย ณ โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
การประชุม Sub-GBC ไทย–ลาว จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ โดยมีเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และผู้บัญชาการทหารชายแดน กองทัพประชาชนลาว ทำหน้าที่ประธานร่วม สำหรับการประชุมครั้งนี้ ฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพ โดยที่ประชุมได้แสดงความยินดีต่อผลสำเร็จของความร่วมมือในรอบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งได้มีการยกระดับการทำงานเชิงรุกตามแนวชายแดนไทย–ลาว
ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2568 ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันปฏิบัติการปิดล้อม ตรวจค้น และสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ อำเภอปากชม จังหวัดเลย ตรงข้ามเมืองหมื่น แขวงเวียงจันทน์ และในพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ตรงข้ามเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว โดยมีผู้แทนหัวหน้าคณะทำงานจากทั้งสองฝ่ายเข้ามาอำนวยการและประสานงานอย่างใกล้ชิด
นอกจากนั้น ที่ประชุมยังยืนยันจะเพิ่มพูนความร่วมมือในทุกด้าน พร้อมเห็นชอบที่จะผลักดันการกำหนดมาตรการจัดระเบียบการเดินเรือในแม่น้ำโขง ซึ่งจะพิจารณาในที่ประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าแขวงชายแดนไทย–ลาว ครั้งที่ 11 ที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568 รวมทั้งความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต่อไป
สำหรับการประชุม Sub-GBC ไทย – ลาว ครั้งที่ 1/2569 (70) ฝ่ายลาวจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นต่อไป

สำนักข่าวไทเกอร์นิวส์ - TIGERNEWSREPORT.COM

ลำปาง เหตุทำร้ายตัวเองเสียชีวิตคาศาลาริมน้ำในสวนสาธารณะชื่อดังจังหวัดลำปาง

ลำปาง เหตุทำร้ายตัวเองเสียชีวิตคาศาลาริมน้ำในสวนสาธารณะชื่อดังจังหวัดลำปาง

ลำปาง เหตุทำร้ายตัวเองเสียชีวิตคาศาลาริมน้ำในสวนสาธารณะชื่อดังจังหวัดลำปาง

เผยแพร่เมื่อ: 2025-09-02T05:52:11.000Z

วันอังคารที่ 2 กันยายน 2568 เวลา07:35น. ได้รับแจ้งเหตุม...

วันอังคารที่ 2 กันยายน 2568 เวลา07:35น.
ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ทำร้ายร่างกายตัวเองเสียชีวิต บริเวณศาลาริมน้ำในสวนสาธารณะชื่อดังของจังหวัดลำปาง ต.บ่อแฮ้ว อ.เมือง จ.ลำปาง

ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย1ราย สภาพนอนหงายอยู่ในศาลาริมน้ำมีแผลบริเวณศีรษะเลือดไหลนองเต็มพื้น ใกล้ศพผู้เสียชีวิตพบอาวุธปืนลูกโม่ตกอยู่ และพบจดหมายลากับโทรศัพท์ของผู้เสียชีวิตวางไว้บริเวณม้านั่งในศาลาริมน้ำ เจ้าหน้าที่ตำรวจร้อยเวรเจ้าหน้าที่แพทย์เวรและเจ้าหน้าที่นิติเวชสมาคมกู้ภัยลำปางตรวจสอบที่เกิดเหตุ เบื้องต้นผู้เสียชีวิตเป็นอดีตทหารอายุประมาณ 78 ปี อาศัยอยู่บ้าน ม.5 ต.บ่อแฮ้ว อ.เมือง จ.ลำปาง ชุดนิติเวชสมาคมกู้ภัยลำปางได้ทำการเคลื่อนย้ายศพผู้เสียชีวิต ส่งห้องนิติเวชโรงพยาบาลลำปาง เพื่อรอให้ญาติมารับร่างไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

สำนักข่าวไทเกอร์นิวส์ - TIGERNEWSREPORT.COM

กรมชลประทานจัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการ EIA อ่างเก็บน้ำคลองแก้ว จ.สงขลา มุ่งพัฒนาน้ำต้นทุนอย่างยั่งยืน

กรมชลประทานจัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการ EIA อ่างเก็บน้ำคลองแก้ว จ.สงขลา มุ่งพัฒนาน้ำต้นทุนอย่างยั่งยืน

กรมชลประทานจัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการ EIA อ่างเก็บน้ำคลองแก้ว จ.สงขลา มุ่งพัฒนาน้ำต้นทุนอย่างยั่งยืน

เผยแพร่เมื่อ: 2025-09-02T05:38:32.000Z

วันที่ 1 กันยายน 2568 กรมชลประทานจัดการประชุมปัจฉิมนิเท...

วันที่ 1 กันยายน 2568 กรมชลประทานจัดการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) “อ่างเก็บน้ำคลองแก้ว จังหวัดสงขลา” ณ ศาลาประชาคม ที่ว่าการอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา โดยมี นางสาวณัฐกานต์ สายน้อย นายอำเภอสะเดา เป็นประธานในพิธี และ นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน เข้าร่วมในฐานะผู้แทนกรมชลประทาน พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน นักวิชาการ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
โครงการอ่างเก็บน้ำคลองแก้วมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ตำบลทุ่งหมอ อำเภอสะเดา และตำบลคลองหอยโข่ง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา โดยมุ่งพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการเกษตร อุปโภค-บริโภค และช่วยลดความรุนแรงของอุทกภัยในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา
เนื่องจากพื้นที่โครงการบางส่วนอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์และลุ่มน้ำชั้น 1 กรมชลประทานจึงดำเนินการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อให้การพัฒนาโครงการเป็นไปตามขั้นตอนด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงาน พร้อมทั้งจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน รวมทั้งสิ้น 6 เวที ครอบคลุมพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
การประชุมในวันนี้ เป็นเวทีปัจฉิมนิเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาขั้นสุดท้ายของโครงการ ได้แก่ รายละเอียดโครงการ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบ ตลอดจนมาตรการติดตามตรวจสอบ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ก่อนการดำเนินโครงการในขั้นตอนต่อไป
สำหรับบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ แสดงข้อคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่จังหวัดสงขลา
ทั้งนี้ กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน และยืนยันเจตนารมณ์ในการพัฒนาแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน โปร่งใส และรับฟังเสียงของทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง

สำนักข่าวไทเกอร์นิวส์ - TIGERNEWSREPORT.COM

ใช้ฮ.ขนเสบียงส่งช่วยผู้ประสบภัย

ใช้ฮ.ขนเสบียงส่งช่วยผู้ประสบภัย

ใช้ฮ.ขนเสบียงส่งช่วยผู้ประสบภัย

เผยแพร่เมื่อ: 2025-09-02T05:30:36.000Z

หน่วยเฉพาะกิจสิงหนาท อนุมัติเฮลิคอปเตอร์ ลำเลียงสิ่งของ...

หน่วยเฉพาะกิจสิงหนาท อนุมัติเฮลิคอปเตอร์ ลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ของ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนและสะพานบุญครูหนึ่ง ไปส่งมอบให้ราษฎรที่บ้านหนองเขียว ต.ห้วยโป่ง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เนื่องจากเส้นทางยังไม่สามารถแก้ไขเปิดให้เดินทางได้สะดวก
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 หน่วยเฉพาะกิจสิงหนาท ได้อนุมัติเฮลิคอปเตอร์ ลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ ของ ที่ว่าการอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนและสะพานบุญครูหนึ่ง ลำเลียงทางอากาศไปส่งมอบให้แก่ราษฎรชาวกะเหรี่ยง บ้านหนองเขียว เนื่องจากเส้นทางคมนาคมทางบกที่เข้าสู่หมู่บ้านถูกตัดขาด รถไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้
นายชาติชาย น้อยสกุล เจ้าของสะพานบุญครูหนึ่ง เปิดเผยว่า สิ่งของบรรเทาทุกข์ที่ถูกส่งไปโดยเฮลิคอปเตอร์ ประกอบด้วย ถุงยังชีพ ของอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จำนวน 60 ชุด และยารักษาโรค 1 ลัง ส่วนของสะพานบุญครูหนึ่ง เป็นน้ำดื่ม 100 โหล เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ให้แก่ราษฎรผู้ประสบภัยและติดอยู่ในหมู่บ้านซึ่งไม่สามารถเดินทางออกมาได้เนื่องจากถนนถูกตัดขาด
ปัจจุบันที่บ้านหนองเขียว ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เส้นทางที่เชื่อมระหว่าง อ.เมือง – บ้านหนองเขียว ยังคงถูกตัดขาดและทางด้านองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ส่งเครื่องจักรกลหนักไปเปิดเส้นทาง แต่ยังไม่แล้วเสร็จเนื่องจากจุดดินภูเขาสไลด์ลงปิดทับเส้นทางสายดังกล่าวมีจำนวนมากหลายจุด ต้องเคลียร์เป็นจุด ๆ โดยทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งเปิดเส้นทางอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ราษฎรในหมู่บ้านสามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้
นอกจากที่บ้านหนองเขียวแล้ว หมู่บ้านอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง หลายหมู่บ้านยังไม่สามารถเดินทางเข้าออกเป็นปกติได้ ซึ่งบางแห่งต้องใช้รถจักรยานยนต์ลำเลียงสิ่งของไปให้การช่วยเหลือ
——————————–
– ภาพ : ข่าว ทศพล บุญพัฒน์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน รายงาน

สำนักข่าวไทเกอร์นิวส์ - TIGERNEWSREPORT.COM

ผู้ว่าฯ กระบี่ นำส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่มจากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” และพายุ “หนองฟ้า” ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ผู้ว่าฯ กระบี่ นำส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่มจากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” และพายุ “หนองฟ้า” ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ผู้ว่าฯ กระบี่ นำส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่มจากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” และพายุ “หนองฟ้า” ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์

เผยแพร่เมื่อ: 2025-09-02T04:59:55.000Z

วันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 08.00 น. ที่ห้องประชุมปลายพร...

วันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 08.00 น. ที่ห้องประชุมปลายพระยา ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดกระบี่ 9/10 นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วย นายธีรศักดิ์ ทองมาตร์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกระบี่ ส่วนราชการ และหน่วยงานที้กี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่มจากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” และพายุ “หนองฟ้า” ผ่านระบบสื่อิเล็กทรอนิกส์ จากห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมี นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม มีนายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้บริหารกรม ปภ. ผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรธรณี ตลอดจนผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้า ปภ. จังหวัด 62 จังหวัด
สำหรับการประชุมครั้งนี้ เพื่อประเมินสถานการณ์อุทกภัยและดินโคลนถล่ม ตลอดจนการสนับสนุนการช่วยเหลือในพื้นที่ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้กำชับแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์ 5 ด้าน ได้แก่ 1.“ติดตามสถานการณ์” โดยให้ทุกจังหวัด ยังคงเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชั่วโมง 2.“เตรียมความพร้อมรับเหตุฉุกเฉินในพื้นที่” โดยให้ทุกจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในพื้นที่เสียงภัย เตรียมความพร้อมเพื่อรับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละระดับ 3.“การปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย” โดยทุกพื้นที่ต้องให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่เป็นอันดับแรก หากมีผู้ประสบภัยติดค้างอยู่ในพื้นที่ประสบภัย และหากประเมินจะเป็นอันตรายให้อพยพนำผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่ประสบภัยโดยเร็ว กรณีมีเหตุดินโคลนถล่มให้เร่งเข้าค้นหาผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด 4.“เร่งรัดจ่ายเงินช่วยเหลือหรือให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง” ขอให้จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งรัด ลดขั้นตอน และระยะเวลาในการพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลัง และ 5.“การเร่งฟื้นฟูบูรณะในพื้นที่ที่สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ” ให้จังหวัด อำเภอและองค์กรปกรองส่วนท้องถิ่นจัดทีมเข้าฟื้นฟบูรณะสภาพพื้นที่ให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว
สำหรับผลกระทบจากอิทธิพลพายุ “คาจิกิ” ทำให้เกิดอุทกภัยและดินถล่มใน 14 จังหวัด 40 อำเภอ 114 ตำบล 377 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบ 9,531 ครัวเรือน ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ใน 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย และพิษณุโลก มีผู้เสียชีวิต 10 ราย (เชียงใหม่ 8 รายจากดินถล่ม แม่ฮ่องสอน 2 รายจากจมน้ำ) มีผู้บาดเจ็บ 15 ราย และพืชผลทางการเกษตรเสียหาย 649,960 ไร่
ผลกระทบอิทธิพลพายุ “หนองฟ้า” เกิดสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ 12 จังหวัด 37 อำเภอ 114 ตำบล 349 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 192 ครัวเรือน แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ยังมีสถานการณ์ใน 8 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ ลำพูน ตาก ขอนแก่น เลย หนองบัวลำภู และชุมพร ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้เตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยและดินถล่มในทุกมิติ ทั้งการติดตามสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานด้านพยากรณ์ การจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด การแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนการสนับสนุนทรัพยากร เช่น เครื่องจักรกลสาธารณภัย และเต็นท์สนามเพื่อรองรับผู้ประสบภัยชั่วคราว
ข้อมูล : กองสารนิเทศ สป.มท.

สำนักข่าวไทเกอร์นิวส์ - TIGERNEWSREPORT.COM

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้งาน อ่านเพิ่มเติม
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของคุณ อ่านเพิ่มเติม